ทั่วไป » โคตรขนลุก! 7 คนดัง เล่าเรื่องผี จากประสบการณ์จริง!

โคตรขนลุก! 7 คนดัง เล่าเรื่องผี จากประสบการณ์จริง!

13 กุมภาพันธ์ 2018

หากพูดถึงเรืื่องของสิ่งที่มองไม่เห็นอย่างวิญญาณ ก็จะมีทั้งคนที่เชื่อและไม่เชื่อเรื่องพวกนี้แต่บอกเลยว่า ดาราคนดังที่เราหยิบยกมาเสนอกันในวันนี้เชื่อ 100 % เพราว่าพวกเขาเหล่านี้เคยเจอมากับตัวและยังมีเรื่องเล่าชวนขนหัวลุกมาเล่าให้เราฟังอีก กับ 7 อันดับดาราคนดังเล่าประสบการณ์หลอนชวนขนหัวลุก บอกเลยว่าแต่ละเรื่องนี่ชวนขนหัวลุกเอามากๆ

7. ปั้นจั่น ปรมะ
มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ทําให้เชื่อว่าเรื่องแบบนี้มีจริงๆ คือตอนประมาณ ป.6 คุณแม่ผมท้องได้ 3 เดือน อัลตราซาวนด์ทราบผลว่าเป็นผู้ชาย แต่แท้ง คุณแม่เสียใจมาก ครอบครัวเลยไปทําบุญให้น้อง กระทั่งมีโอกาสไปเที่ยวเชียงใหม่ แล้วพากันไปดูหมอคนทรง ตอนทําพิธีอยู่จู่ๆ คุณแม่ก็ร้องไห้ออกมา คนทําพิธีบอกให้ลองเปิดหลังดู พอผมเปิดเสื้อด้านหลังคุณแม่ขึ้นก็เห็นรอยจ้ำแดงๆ

เหมือนรอยนิ้วมือเด็กเต็มหลังเลย ตอนนั้นตกใจมาก คนทรงบอกว่าน้องยังไม่อยากไป ต้องทําพิธีบอกว่าพวกเรารักเขา แต่ด้วยเหตุสุดวิสัยทําให้อยู่ด้วยกันไม่ได้ ขอให้ไปสู่สุคติ แล้วจะทําบุญไปให้ อีกเรื่องเกิดขึ้นช่วงเรียนมหาวิทยาลัยปี1 ปี2 ผมพักอยู่หอแถวมหาวิทยาลัย ซึ่งข้างหน้าหอพักมีศาลพระภูมิตั้งอยู่ เวลาเดินเข้าออกผมจะยกมือไหว้ตลอด จนวันหนึ่งนั่งเล่าเรื่องผีกับรุ่นพี่

เขาถามผมว่าเคยเห็นศาลพระภูมิหน้าหอพักหรือเปล่า ผมตอบไปว่าไหว้ประจําเลย พอตอบไปแบบนี้ฮือฮากันทั้งวง ก่อนที่รุ่นพี่จะบอกว่า จะเห็นได้ไงในเมื่อมันไม่มี!! ได้ยินแบบนั้นแล้วผมรีบโทร.หาเพื่อนที่หอ บอกให้ลงไปดูข้างล่างให้หน่อยว่ามีศาลมั้ย คําตอบคือไม่มีจริงๆ พอกลับถึงหอพัก ภาพตรงนั้นที่เคยมีศาลพระภูมิกลับมีแค่ฐาน!! มารู้ที่หลังว่าที่ตรงนั้นเป็นของคนอิสลาม พอสัญญาเช่าพื้นที่หมดเขาก็ทุบศาลพระภูมิออกแล้วสร้างเป็นหอพักแทน

6. สายป่าน-อภิญญา
ตอนถ่ายหนังเรื่องฮาชิมะ โปรเจกต์ ไปถ่ายทําในสถานที่จริง เป็นเกาะร้างกลางทะเลญี่ปุ่น ระหว่างถ่ายทําป่านมองกล้องตรงหน้า แต่รู้สึกเหมือนมีใครหายใจอยู่ข้างหู พอหันไปมองก็มีผู้หญิงยื่นหน้ามาเทียบข้างๆ แล้วค่อยๆ ถอยหายไป อเล็กซ์ เรนเดลล์ที่เล่นด้วยกันก็เจอ แถมหนักกว่าด้วย ถึงขนาดตามกลับไปที่ห้องพัก พอกึ่งหลับกึ่งตื่นก็เห็นใครบางคนนั่งวีลแชร์อยู่ในห้อง จากนั้นก็เข็นวีลแชร์ชนกําแพงตึงๆๆ จนเลือดค่อยๆไหลออกมา น่ากลัวมาก ปกติป่านเป็นคนไม่กลัวผีอยู่แล้ว แต่เชื่อเรื่องแบบนี้มาก เพราะเห็นมาตลอดตั้งแต่เด็ก ซึ่งตอนนั้นเรายังไม่รู้เลยว่าผีคืออะไร จําความได้ว่าเริ่มเจอตอนประมาณ 4 ขวบที่บ้านหลังเก่า น่าจะเป็นผีเจ้าที่ เหมือนเราลืมตาตื่นมากลางคืนแล้วเห็นเขายืนมองอยู่ปลายเท้า ตัวสูงจนต้องเอียงคอมองเรา เหตุการณ์ที่กลัวสุดคือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ช่วงใกล้ๆ วันเกิด ปีนั้นป่านทํางานทั้งปี

ไม่ค่อยมีเวลาทําบุญ แล้วต้องไปถ่ายหนังที่โรงพยาบาลเก่าแห่งหนึ่ง ความที่ไม่ค่อยได้นอนเลยเพลียและงีบหลับเอาแรง แต่หูได้ยินเสียงทีมงานคุยกัน เลยตื่นและลุกขึ้นมา ปรากฏว่าพอหันกลับไปมองที่เดิมยังเห็นตัวเองนอนเหมือนเดิม ตกใจมาก รู้สึกว่ายังไม่พร้อมตาย หนูรับไม่ได้ เพราะยังไม่ได้ลาพ่อแม่ เลยตัดสินใจทับร่างเดิมก็ไม่เข้า ยืนขึ้นมาก็ยังเห็นตัวเองนอนอยู่ เหมือนในหนังมาก เริ่มใจหายและกลัว ไม่ได้กลัวผีนะ แต่กลัวตาย คิดว่าต้องมีอะไรเล่นงานเราแน่ๆ เลยพูดในใจว่า ลูกมาทํางานหาเงินด้วยความบริสุทธิ์เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ หนูคงรับไม่ได้ถ้าต้องตายโดยไม่ได้ลาใครเลย จะอะไรก็แล้วแต่ ขอให้ผ่านวันเกิดไปก่อนแล้วหนูจะไปทําบุญ แล้วจึงกลับไปทับในร่างตัวเองได้ จากนั้นป่านรีบโทร.หาผู้จัดการให้มาหาด่วน พอมาถึงเขาก็ให้พระกลัดเสื้อไว้ และระหว่างที่ผู้จัดการโทรศัพท์คุยงานอยู่ก็มีเสียงผู้ชายโวยวายแทรกสายเข้ามาตลอดจนจับประเด็นไม่ได้เลย เขาถามหนูว่าไปนอนตรงไหนมา แล้วก็บอกว่าปลายเท้าเราหันไปทางเจ้าที่นะ พี่ว่าเขาไม่พอใจ ป่านเลยขอโทษเพราะไม่ได้ตั้งใจลบหลู่จริงๆ เคยเจอมาขอความช่วยเหลือก็มีนะ โทรศัพท์คลื่นแทรกเข้ามาเป็นเบอร์แปลกๆ สืบรู้ว่าเป็นเบอร์ตู้สาธารณะ ตามไปตู้นั้นก็รู้ว่าอาทิตย์ที่แล้วเกิดอุบัติเหตุ ดูข่าวย้อนหลังทราบว่ามีนักเรียนชายโรงเรียนนี้ ชื่อนี้ โดนสิบล้อชนตอนดึก คือป่านขับรถผ่านตรงนั้นแล้วคลื่นจูนตรงกัน

เลยติดต่อกันได้ รุ่งขึ้นป่านก็ทําบุญและอธิษฐานให้น้องคนนั้นตรงๆ เลยค่ะ ป่านมักเห็นอะไรแบบนี้บ่อยๆ เวลาทํางาน เหมือนเรามีครูหรือมีสัมผัสพิเศษกับเจ้าของสถานที่นั้นอยู่ อย่างมีอยู่ครั้งหนึ่ง พี่ในวงการที่มีเซ้นส์ทางนี้เห็นว่ามีผู้หญิงใส่ชฎาอยู่ข้างหลังเรา เลยแนะนําให้ป่านหาชฎาสวยๆ สักอันมาไว้ แล้วบอกให้เขาอยู่บ้าน ไม่ต้องตามมา ถ้าต้องการความช่วยเหลือหรือเดือดร้อนจะบอกเอง ป่านไม่รู้ว่าเธอคือใคร เรื่องแบบนี้ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่ เราอาจจะมีครูของเรา สตูดิโอที่เราไปทำงานอาจจะมีครูบาอาจารย์หรือเจ้าที่ เทพชั้นไหน ใครศักดิ์สูงกว่ากัน ไม่ถูกกันหรือเปล่าใครจะรู้ ป่านเคยถึงขั้นอธิษฐานขออนุญาตเจ้าที่และบอกคนที่อยู่กับเราว่าช่วยเจรจากับเจ้าที่ก่อน ขอป่านทํางานที่นี่นะ ขอให้ราบรื่น ป่านเหนื่อย หายใจไม่ออก ถ้ายังเป็นแบบนี้ป่านอาจจะล้มตึงหน้าเซต บางทีต่อบทกันอยู่ ตามองกล้องแต่เห็นใครไม่รู้ จิตเราต้องบอกให้เขาไปก่อน แล้วเราจะทําบุญไปให้ อย่ากวนกันตอนทํางานเลย

5. โอม ค็อกเทล
ครั้งแรกที่เจอประสบการณ์หลอนคือตอนไปงานบวชคนขับรถที่จังหวัดสุพรรณบุรี พอกลับบ้านมาตอนกลางคืนเหมือนมีคนมานั่งคร่อมแล้วทุบลงบนตัวผม ต่อมาวันที่สองโดนปลุกตอนตี 3 แต่ถูกลวงตาให้มองเห็นนาฬิกาเป็นตี 5 พอเดินลงชั้นล่างยังมืดสนิท คือตี 5 ไม่น่าจะมืดขนาดนั้น จนกลับขึ้นไปชั้นบนก็เห็นนาฬิกาเป็นตี 3 เช้ามาเลยไปทําบุญให้ ตอนนั้นยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง กลับจากทําบุญตอน 8 โมงเช้าก็มานอนต่อ พอหลับรู้สึกมีคนยืนอยู่หัวเตียงแล้วพูดว่า ‘กูไม่เอาส่วนบุญมึง!’ น่ากลัวมาก จากนั้นผมได้รู้จักกับคุณลุงท่านหนึ่ง เขาให้ส่งรูปให้ดู แล้วลุงก็บอกว่ามีผู้ชายกับผู้หญิงตามผมมาจากสุพรรณ ผู้หญิงมาห้าม แต่ผู้ชายยังไม่อยากตายเลยจะเอาชีวิตผมด้วยการสิงร่าง เมื่อร่างเรามีพลังมากกว่า 1 ดวง ร่างกายจะรับไม่ได้ ธาตุและพลังในร่างจะหมด ถ้าเขาแฝงตัวและมีแรงก็สามารถถีบเราออกไปได้ วิญญาณเราจะเร่ร่อนจนกว่าจะหมดอายุขัย โชคดีที่คุณลุงช่วยให้วิญญาณนั้นกลับไปสุพรรณตามเดิม ช่วงนั้นผมกลัวมาก เจอติดกันหลายวันจนนอนไม่ได้ จนเกิดเป็นวิกฤติศรัทธา ทําให้ผมอยากบวช เพื่อหาคําตอบว่าชีวิตคนเราจบแค่การตายแค่นั้นหรือ ซึ่งการบวชทําให้ผมรู้ว่าชีวิตมีเป้าหมาย มีการวนเวียนอยู่จริง มีการเกิดใหม่ ไม่ได้มีแค่ชาตินี้เท่านั้น ตอนบวชผมก็เจอจนวิ่งหน้าตั้งจีวรปลิวเลย อย่างวันวิสาขบูชามีสวดมนต์กันถึงเช้า มีกัณฑ์เทศน์ด้วย ผมตั้งใจว่าจะฟังเทศน์จนถึงเช้า แต่พอตี 3 ก็ง่วงจนทนไม่ไหว ความที่ไม่อยากพลาดช่วงดีๆ เลยคิดว่าจะกลับกุฏิไปงีบสักชั่วโมงแล้วค่อยกลับไปตอน 7 โมงเช้า

พอกลับไปนอนเท่านั้นแหละ มาสะกิดเลย พอไม่ตื่นก็เหมือนมีคนถีบจนกระเด็น มองไปเห็นเป็นรูปร่างกลุ่มควัน ตอนนั้นเรียกว่าเห็นในกึ่งอนุสติ แม้จะสะลึมสะลือแต่รู้สึกเจ็บจริงครับ ตอนเข้าป่าโอมก็โดน ‘ลองพระใหม่’ พระใหม่โดนกันหลายคนเลย เราหลับอยู่เขาก็มาสัมผัสตามตัว เหมือนลวนลาม แต่ตื่นมาไม่เห็นใคร เราเลยไม่นอน ลุกขึ้นมานั่งสมาธิถึงเช้า หลังบวชก็เจอเรื่อยๆ ที่น่ากลัวคือเจอพร้อมเพ็ญ (ภรรยา) วันนั้นผมขับรถจากบ้านตัวเองแถวเมืองทองจะไปกินข้าวกับครอบครัวเพ็ญที่บ้านเขาย่านรามอินทรา ขับไปถึงรามอินทรากิโลเมตรที่ 3 หรือ 4 นี่แหละ รถเราชน เสียงดังสนั่น เพ็ญกรี๊ดลั่นรถ ผมก็เหยียบเบรกเต็มที่ มองเห็นมอเตอร์ไซค์สีครีมขับข้างๆ คนขับใส่เสื้อหนัง ใส่หมวกกันน็อกสีครีม เราทั้งคู่เห็นตรงกันว่าคนขี่เสียหลักแล้วสไลด์เข้าไปใต้รถผม มอเตอร์ไซค์ไถลกึกๆ จนเกิดประกายไฟ ในใจคิดว่าเขาคงเป็นลม และเราคงทับเขาไปแล้ว ผมรีบจอดรถห่างออกจากจุดนั้นไปประมาณ 50 เมตร แล้วตั้งสติ ปลอบแฟนอยู่ครึ่งนาที ก็ลงรถพร้อมก้มดูใต้ท้องรถด้วยว่ามีอะไรติดอยู่มั้ย จากนั้นวิ่งกลับไปที่เกิดเหตุ น่าแปลกมากที่ไม่มีใครสนใจอะไรเลย พ่อค้าแม่ค้าขายของปกติ คนผ่านไปมาไม่มีใครตื่นตระหนก ยิ่งไปกว่านั้นคือ ไม่มีมอเตอร์ไซค์ ไม่มีคนเจ็บ มีแค่เศษกระจกแตกเป็นเม็ดเล็กๆ โมเมนต์นั้นคิดใจว่าเราอาจเห็นเกินเหตุ มอเตอร์ไซค์อาจรู้ตัวว่าผิดเลยขับหนีไปเอง

พอไม่เห็นอะไรเราก็ไปกินข้าวกันตามเดิม เสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้านตัวเอง รุ่งเช้ายามถามว่ารถไปชนอะไรมา ยุบนิดเดียวแต่มีรอยประหลาดเป็นริ้ว 5 เส้น ถ้าเอามือไปวางทาบจะพอดีร่องนิ้วมือ 5 นิ้ว เห็นแล้วผมก็โทร.ไปเล่าให้คุณลุงคนเดิมฟัง ท่านให้ถ่ายรูปส่งให้ดู แล้วบอกว่าเห็นพลังงานบางอย่างอยู่ในรูป คุณลุงบอกว่าเขาเพิ่งตายวันนั้นตอนเช้า มอเตอร์ไซค์ถูกสิบล้อชน เขาพยายามใช้กําลังทั้งหมดที่มีปรากฏตัวให้คนที่น่าจะช่วยได้เห็น และไม่รู้จะทําอย่างไรจึงโดดขวางรถ วินาทีแรกคิดว่าเขาจะพาโอมไปอยู่ด้วย แต่เปล่า เขาแค่มาขอยาแก้ปวด เน้นให้ทําบุญเป็นยาแก้ปวดให้เขาที จากนั้นผมจึงไปเช็กที่สถานีตํารวจ ปรากฏว่ามีอุบัติเหตุเกิดวันนั้นตอน 10 โมงเช้าจริงๆ มีคนตายตามรูปพรรณสัณฐานอย่างที่เราเห็น มอเตอร์ไซค์สีครีม หมวกกันน็อกสีครีม คนตายใส่แจ็กเก็ตหนัง เหตุเกิดสดๆ ร้อนๆ หัวค่ำวันนั้นจึงยังมีเศษกระจกอยู่ ประเด็นคือผมต้องขับผ่านถนนเส้นนั้นอีก ขอร้องว่าอย่าทําแบบนี้อีกเลย เราเกือบตายเลยนะ

4. ดีเจเพชรจ้า
10 ปีที่แล้ว ตอนกําลังจะย้ายเข้าบ้านใหม่ บ้านผมน่าจะเป็นหลังแรกที่ย้ายเข้ามา ยังไม่มีเพื่อนบ้านเลยตอนนั้น วันหนึ่งแวะเข้ามาดูบ้านตอนหนึ่งทุ่ม นั่งๆ อยู่รู้สึกมีคนแอบดู พอหันไปเหมือนมีอะไรวิ่งหายไปในความมืด ความที่เป็นคนชอบท้าเลยคิดในใจว่า ‘แน่จริงมึงมาให้เห็นอีกรอบสิ’ แป๊บเดียวเท่านั้น เหมือนเห็นอะไรวิ่งผ่านแวบๆ ด้านประตูหลังบ้าน เลยตัดสินใจขับรถกลับบ้านหลังเก่าดีกว่า พอถึงวันย้ายเข้าบ้านใหม่ ผมกลับมาจากจัดรายการวิทยุตอนตี 3 จอดรถหน้าบ้านเสร็จ เปิดกรงหมา เทอาหารให้กิน มันกินได้แป๊บหนึ่งก็วิ่งไปที่ประตูกระจก เห่ายกใหญ่ เหมือนเห็นอะไรบางอย่าง สักพักสัญญาณกันขโมยรถผมดัง กดรีโมตก็แล้วเสียงสัญญาณก็ยังดังไม่หยุด

จนต้องสตาร์ตแล้วดับเครื่องถึงหยุดได้ ในใจก็นึกท้าอีก ‘ถ้ามึงแน่จริงทําให้ดูอีกทีสิ’ แล้วก็พาหมาเข้าบ้าน เดี๋ยวเดียวเหมือนฉายหนังซ้ำ หมาวิ่งกลับไปที่ประตูเห่าต่ออีกยกใหญ่ สัญญาณกันขโมยดังขึ้นอีก ทีนี้เริ่มนอยด์จริงๆละ ด้วยความที่บ้านผมติดเซ็นเซอร์ประตูและหน้าต่างทุกบาน ก่อนเข้านอนผมก็รีบไล่ปิดประตูหน้าต่าง เวลาปิดสัญญาณจะดังติ๊ด แปลว่าปิดเรียบร้อย และที่หน้าห้องผมจะมีจอบอกว่าจุดนี้ประตูหน้าบ้าน ข้างบ้าน หน้าต่าง ถ้าถูกเปิดไฟจะขึ้น พอเดินขึ้นชั้นบนมีเสียงติ๊ดๆ และไฟขึ้น ส่งสัญญาณให้รู้ว่าประตูถูกเปิด ประเด็นคือใครเปิด??!! เวลานั้นผมไม่สนอะไรแล้ว รีบเข้าห้องนอน ปิดประตู คิดอย่างเดียวว่าอย่าบิดลูกบิดประตูนะขอร้อง คือไม่กล้าหลับเลย กลัว รอจนตีห้า ฟ้าเริ่มสว่างก็รีบขับรถออกจากบ้านไปอยู่บ้านพี่ชาย ก่อนจะตัดสินใจไปหาป๊า เพราะพ่อผมเป็นเซียนพระ เคยบังคับให้ผมห้อยพระตั้งแต่เด็กแต่ผมปฏิเสธตลอด คําแรกที่ป๊าพูดกับผมคือ ‘มึงโดนผีหลอกมาละสิ ถึงมึงห้อยพระก็ไม่ช่วยอะไรหรอก พระไล่ผีไม่ได้ มึงต้องเอาผีไปเลี้ยง’ คือพ่อผมเลี้ยงกุมารมา 50 ปี

พอรู้เรื่องนี้เลยยกกุมารให้มาเฝ้าบ้านผมแทน ตอนได้กุมารมาก็ยังไม่เชื่อนะ กระทั่งคืนหนึ่งผมกดเอทีเอ็มแล้วตู้มันดูดบัตร อธิษฐานในใจว่าถ้ากุมารทองตัวนี้มีจริงช่วยเอาบัตรเอทีเอ็มออกมาหน่อย พูดเสร็จปุ๊บ บัตรเด้งออกมา ผมนี่ขนลุกเลย ไม่ได้ดีใจนะ แต่ขนลุกเพราะความกลัว หลังจากนั้นผมซื้อน้ำแดงมาเก็บไว้เต็มตู้เย็นเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งริว จิตสัมผัส มาดูฮวงจุ้ยบ้านให้ เขาบอกว่าแต่งบ้านโอเคนะ ถูกฮวงจุ้ย ตัวบ้านไม่มีผี แต่พอเขาเข้าไปในห้องนอนผมแล้วเปิดผ้าม่านมองออกไปเจอระเบียง เท่านั้นแหละ ริวนิ่งไปแป๊บหนึ่งแล้วบอกว่า มีผู้หญิงยืนอยู่ตรงระเบียง คือผมต่อเติมเทอเรซ ปูหญ้า มีโต๊ะไม้ไว้สําหรับปาร์ตี้ นั่งเล่นได้ แต่เวลาจัดปาร์ตี้แทบไม่มีใครขึ้นมาเลย เพื่อนส่วนใหญ่จะบอกว่าเห็นผู้หญิงยืนอยู่ข้างบน หรือถ้าใครไปสูบบุหรี่ข้างบน กลับลงมาจะหน้าเจื่อนทุกคน คือเธออยู่ของเธอตรงนั้น ตรงมุมเดิม ริวบอกว่า เธอเป็นคนดูแลบ้านแถวนี้ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับผม แค่อยากมาดูแลบ้านให้เท่านั้นเอง สรุปว่าวันแรกๆ ที่เจอกันแวบๆ เธอก็คงแค่แวะมาทักทายเฉยๆ เท่านั้นเอง

3. ดีเจโป้ง ณัฐพงษ์
ผมเคยเจอผีไม่กี่ครั้ง แต่ในไม่กี่ครั้งนั้นก็เป็นภาพหลอนติดตามาจนทุกวันนี้ อย่างตอนบวชที่วัดบวรฯ ผมมักจะชอบนั่งสมาธิคนเดียว เพราะอยากฝึกจริงจังในด้านนี้ อยากรู้ว่าพอจิตเรานิ่งจริงๆ จะเป็นอย่างไร หลังจากนั่งสมาธิเสร็จ เวลาเดินกลับกุฏิจะรู้สึกว่ามีคนตาม และมองตลอดเวลา แม้แต่นั่งพักริมระเบียงก็เหมือนมีสายตามองมาจากมุมหนึ่ง คืนนั้นไม่สบายใจ เลยเล่าให้พระอาจารย์ฟัง ท่านก็บอกว่าให้แผ่จิตอันเป็นกุศลให้ หลังจากนั้นพอผมนั่งสมาธิก็นึกถึงเขาและแผ่ส่วนกุศลให้ พอมานั่งริมระเบียงก็ได้กลิ่นดอกไม้หอมๆ น่าจะเป็นดอกแก้วหรือดอกโมก มาพร้อมกับลมเย็นๆ รู้สึกชื่นใจ มันอาจเป็นเรื่องของธรรมชาติ เพราะตอนนั้นผมบวชหน้าหนาว เลยมีลมพัดเย็นๆ

มาพร้อมกับกลิ่นหอมของดอกไม้ แต่ก็ไม่รู้สินะ ที่น่ากลัวขึ้นมาหน่อยคือตอนเด็กๆ ผมไปนอนบ้านยาย ซึ่งเป็นบ้านไม้ ไม่มีแอร์ ใช้วิธีเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าเอา ซึ่งจะมีมุ้งลวดและม่านโบราณแบบใช้มือรูดอยู่ เวลาลมพัดม่านจะขยับตามแรงลม ซึ่งช่วงที่ม่านปลิวนี้เองเป็นจังหวะที่ผมลืมตาขึ้นมาพอดี ตอนนั้นสะลึมสะลือ มองไปตรงหน้าต่างเห็นโครงกระดูกค่อยๆ โผล่ขึ้นมา ด้วยความเป็นเด็กจึงรีบหลับตา เอาหลังเบียดยายไว้ด้วยความกลัว และแล้วก็เกิดเหตุการณ์คล้ายๆ กันอีกครั้งตอนโต แต่ดีกรีแรงมาก คือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว ตอนเพิ่งย้ายเข้าบ้านหลังปัจจุบัน วันแรกที่เข้าไปอยู่ยังไม่ได้เชิญพระและทําบุญบ้านเลย คืนนั้นผมเปิดไฟหัวเตียงนอนอ่านหนังสือ สักพักก็เผลองีบหลับไป จนกระทั่งได้ยินเสียงหัวเราะ ‘ฮึ ฮึ ฮึ’ เลยลืมตาตื่นขึ้นมามองหาต้นเสียง กวาดตามองทั่วห้องก็เห็นอะไรบางอย่างเป็นสีเทาขุ่นๆ ดุ๊กดิ๊กอยู่ตรงเพดานมุมห้อง พอปรับโฟกัสสายตาให้ชัดแล้วเพ่งอีกที ก็เห็นเป็นเท้าคนห้อยลงมาจากบนฝ้าเพดาน แล้วก็ค่อยๆ เลื่อนลงมาเรื่อยๆ จนเห็นเป็นชุดกระโปรงยาวสีเทา เห็นดอกไม้ กระทั่งเห็นมือเขากอดพวงหรีดอยู่ แล้วก็หยุดแค่ตรงหน้าอก ตอนนั้นผมขยับตัวไม่ได้ เลยท่องบทสวดมนต์มงกุฎพระพุทธเจ้า 9 จบ พยายามบอกให้เขาไป

แต่เขาก็ยังคงลอยอยู่ตรงนั้นพร้อมกับหัวเราะในลำคอเหมือนเดิม ก่อนจะได้ยินเสียงพูดว่า ‘ท่องก็ผิด’ ถึงตรงนี้ผมตกใจสุดขีด ตาเบิกโพลง จิตไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จะลุกหนีก็ไม่ได้ จนเขาเอียงหัวลงมา เห็นเป็นผู้หญิงผมยาวจนปิดหน้าปิดตา โผล่มาแค่ปาก ในใจผมคิดถึงแม่อย่างเดียว ขอให้พระคุณของแม่หรือสิ่งที่ปกป้องคุ้มครองบ้านหลังนี้ช่วยลูกด้วย แล้วพยายามดันตัวเองลุกขึ้นพร้อมกับตะโกนเรียก ‘แม่!!’ จนหลุดออกมาได้ สภาพทุกอย่างในห้องเหมือนเดิม ไฟทุกดวงยังคงเปิดอยู่ แต่เขาหายไปแล้ว คืนนั้นผมนอนไม่หลับเลย กระทั่งเห็นแสงอาทิตย์ขึ้นจึงค่อยนอนต่อ ตื่นเช้ามาแม่ถามว่า ‘เมื่อคืนเรียกฉันหรือเปล่า’ ผมตอบว่าเปล่า และไม่ได้เล่าอะไรให้ฟัง แต่บอกแม่ว่านิมนต์พระมาทําบุญบ้าน พรมน้ำมนต์กันดีกว่า หลังจากนั้นมาก็ไม่มีอะไรแบบนี้อีกเลย อยู่แบบร่มเย็นเป็นสุขมาก ผมได้เล่าเหตุการณ์นี้ให้พระฟัง ท่านบอกว่านั่นไม่ใช่เจ้าที่ แต่เป็นสัมภเวสีที่เคลื่อนผ่านมา พระท่านบอกว่าไม่มีอะไรหรอกโยม เขาก็เหมือนคนขี้เล่น เจอสาวก็อยากแซว นี่เธอเจอหนุ่มนอนอยู่เลยอยากแซวบ้าง คือตอนนั้นผมอายุไม่เกิน 20 วัยยังละอ่อน ขาวตี๋ นอนถอดเสื้อด้วย ดูน่าเข้ามาทักทายอยู่ แต่ทักฮาร์ดคอร์ไปหน่อย จนทุกวันนี้เสียงหัวเราะกับคําว่า‘ท่องก็ผิด’ ยังติดหูอยู่เลย

2. ดีเจนุ้ย ธนวัฒน์
นุ้ยกลัวผีมากชนิดที่อยู่คนเดียวไม่ได้ ต้องมีพี่ มีแม่อยู่ด้วย จะให้มานั่งหลอนหรือนอนคนเดียวในห้องไม่เอาเลย แต่ด้วยอาชีพต้องเดินทางและจําเป็นต้องค้างคืนแปลกที่ตลอด เป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตเหมือนกัน เพราะนุ้ยไม่สามารถนอนร่วมกับคนอื่นได้ แต่พอนอนคนเดียวก็กลัวผีอีก ฉะนั้นนุ้ยจะเปิดไฟ เปิดทีวีทั้งคืน ไปไหนมาไหนจะพกหนังสือสวดมนต์ นิมนต์พระองค์เล็กๆติดตัวไปด้วยแล้ววางไว้ข้างหมอน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อฝังหัวที่ต้องทําทุกครั้งคือ วางรองเท้าสลับหัวท้ายกันหน้าประตู โยนเหรียญเข้าใต้เตียงเพื่อซื้อที่ ถ้าเตียงใหญ่หรือมีอีกเตียงว่างก็จะวางกระเป๋า วางของเพื่อไม่ให้มันโล่ง มีครั้งหนึ่งนุ้ยไปทริปฮานอย-ฮาลองเบย์ คนอื่นนอนคู่อยู่ชั้น 4 ส่วนนุ้ยนอนเดี่ยวอยู่ชั้น 8 คนเดียว พอเปิดห้องเข้าไปเท่านั้นแหละ

คุณพระคุณเจ้าช่วย ห้องใหญ่โตหรูหรามาก แต่เซ้นส์นุ้ยบอกว่าห้องนี้อยู่ไม่ได้ เลยโทร.หาไกด์ว่าอยากได้ห้องเล็กๆ ชั้น 4 แต่ก็เต็มหมด พอตกดึกนุ้ยนอนไม่ได้จริงๆ มันแปลกๆ เลยลงไปหาไกด์ที่ชั้น4โดยไม่รู้ว่าเขาอยู่ห้องไหน เลยเคาะประตูหาทุกห้องจนเจอ และขอแลกห้องกัน นุ้ยนอนห้องเขา ไกด์2คนขึ้นไปนอนห้องนุ้ยแทน ตื่นเช้ามาไกด์เล่าให้ฟังว่า เมื่อคืนมีลมหายใจรดต้นคอทั้งคืน คิดว่าเพื่อนอีกคนมานอนข้างๆ หันไปปรากฏว่าเพื่อนนอนไกลตัวมาก อีกเรื่องเกิดขึ้นที่บ้านเมืองกาญจน์ เรารู้กันว่าพ่อนุ้ยเลี้ยงกุมาร วันหนึ่งพ่อไปซื้อไม้จากเขมรมาสร้างบ้าน จากนั้นก็สร้างตึกแถว 3 ชั้นเพิ่มด้านหน้า เพื่อทํากิจการค้าขายอะลูมิเนียม พร้อมกับเป็นบ้านพักอาศัย เลยยกบ้านไม้ให้ช่างอยู่ ปรากฏว่าเขาอยู่กันไม่ได้ เพราะโดนก่อกวนมาก ซึ่งช่วงที่เราอยู่แม่มักได้ยินเสียงโครมครามจากชั้น 2 ตลอด วิ่งขึ้นไปคิดว่าของร่วง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น สุดท้ายต้องนิมนต์หลวงพ่ออุตตมะให้มาเทศน์ ว่าถ้าอยู่บ้านเขาก็อย่าก่อกวน จากนั้นค่อยสงบราบรื่น ส่วนบ้านตึกแถว วันดีคืนดีนุ้ยอยู่ในห้องนอนกับแม่และพี่ชาย ได้ยินเสียงประตูรีโมตข้างล่างเลื่อนขึ้นครืด… คิดว่าพ่อกลับบ้านแล้ว จากนั้นมีเสียงเคาะประตูห้องนอน ก๊อกๆ จึงไปเปิดให้

แต่กลับไม่มีใครเลย นุ้ยปิดกลับอย่างเร็ว กระโดดขึ้นเตียงถาม ‘แม่! ใครเคาะอะ’ มองไปที่ช่องใต้ประตูก็ไม่มีเท้าใคร สักพักพ่อเดินขึ้นมา เลยถามว่าเมื่อกี้เคาะประตูหรือเปล่า พ่อตอบว่าเปล่า เพิ่งมาถึง นุ้ยเลยเดาได้ว่าน่าจะเป็นกุมารมาล้อเล่น มีเหตุการณ์หนึ่งที่นุ้ยเห็นกับตาแบบจําไม่ลืมคือ บ้านนุ้ยอยู่นอกตัวเมืองกาญจน์ ระหว่างทางขับรถจะกลับบ้าน ถนนจะมืดๆ เงียบๆ ข้างทางเป็นป่า พ่อขับ พี่ชายนั่งหน้า นุ้ยนั่งกับแม่ข้างหลัง สักพักแม่พูดขึ้นมาว่า ‘ระวังๆ มีคนจะข้ามถนน’ นุ้ยก็เห็นว่ามีคนยืนอยู่กลางถนน เป็นเงาผู้หญิงดําๆ แต่หัวโล้น ที่รู้ว่าเป็นผู้หญิงเพราะเห็นใส่เสื้อคอกระเช้า นุ่งผ้าถุง ตัวสูงประมาณ 190 เซนติเมตร จังหวะนั้นมีรถจี๊ปฝั่งตรงข้ามขับสวนมา พอรถจี๊ปขับผ่านไปก็ไม่เห็นผู้หญิงคนนั้นแล้ว สรุปพ่อกับพี่ชายไม่เห็น แต่นุ้ยกับแม่เห็น กลัวจนไม่รู้จะทําอะไร เลยกระโดดขึ้นไปนั่งบนตักแม่

1. บุ๋ม ปนัดดา
“สมัยก่อนความที่ยังเด็ก เราก็คิดว่าการเห็นผีหรือมีสัมผัสพิเศษเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนเห็นกัน ผู้หญิงในตระกูลอย่างคุณแม่ น้า พี่สาว ก็มีเซ้นส์เช่นกัน อย่างตอนบุ๋มอายุประมาณ 14 ปี น้าฝันเห็นเราเลือดออกปาก จึงบอกให้ไปทําบุญและรดน้ํามนต์ หลังจากนั้นบุ๋มก็ประสบอุบัติเหตุ รถยุบไปเลย แต่ไม่เป็นอะไรมาก แค่ปากแตกนิดหน่อย ซึ่งก่อนชนเราได้ยินเสียงผู้หญิงเรียกมาจากข้างหลัง เลยดึงเข็มขัดมาคาด คาดปุ๊บรถชนเลย มานึกว่าถ้าไม่ได้ยินเสียงผู้หญิงเตือน ป่านนี้คงตายไปแล้ว ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งรู้สึกและเห็นมากขึ้น ช่วงเรียนมหาวิทยาลัยที่เอแบค เพื่อนชอบทักว่าเมื่อกี้เจอแกเดินสวน ทําไมไม่ทักทายกันเลย คือจะมีคนเห็นฝาแฝดบุ๋มเยอะมาก

น้าเล่าว่านอนอยู่ในบ้านมีคนหน้าตาเหมือนบุ๋ม ไว้ผมตรงยาว มีหน้าม้า เปิดประตูเข้ามาจ้องนิ่งๆ แล้วปิดประตูออกไป คุณแม่ก็เคยเจอ คือเวลาบุ๋มขับรถกลับบ้าน ครอบครัวจะกําชับว่าห้ามออกจากรถ เพราะเคยโดนอุ้มลักพาตัว ต้องรอให้คนมาเปิดประตู ขับรถเข้าบ้านปิดประตูรั้วแล้วค่อยลงจากรถ มีวันหนึ่งบุ๋มมาถึง รอให้คนมาเปิดประตู มองขึ้นไปเห็นแม่ยืนตรงระเบียงบ้าน กําลังชี้นิ้วมาทางรถแล้วพูดกับเราอยู่ ก็คิดในใจ เอ๊ะ! แม่บ่นอะไร พอเข้าบ้านไปแม่บ่นยกใหญ่ว่าออกมายืนนอกรถทําไม บุ๋มเลยเถียงว่า เปล่าค่ะแม่ ตอนนั้นฝนตก ถ้าออกมายืนชุดนักศึกษาต้องเปียกแล้วสิ ทีนี้ทุกคนเงียบเลย เคยคุยกันในครอบครัวแล้วสันนิษฐานว่า บุ๋มอาจจะมีแฝดซึ่งเสียไปแล้ว เพราะตอนท้องคุณแม่เคยเลือดออก

น้าเล่าว่านอนอยู่ในบ้านมีคนหน้าตาเหมือนบุ๋ม ไว้ผมตรงยาว มีหน้าม้า เปิดประตูเข้ามาจ้องนิ่งๆ แล้วปิดประตูออกไป คุณแม่ก็เคยเจอ คือเวลาบุ๋มขับรถกลับบ้าน ครอบครัวจะกําชับว่าห้ามออกจากรถ เพราะเคยโดนอุ้มลักพาตัว ต้องรอให้คนมาเปิดประตู ขับรถเข้าบ้านปิดประตูรั้วแล้วค่อยลงจากรถ มีวันหนึ่งบุ๋มมาถึง รอให้คนมาเปิดประตู มองขึ้นไปเห็นแม่ยืนตรงระเบียงบ้าน กําลังชี้นิ้วมาทางรถแล้วพูดกับเราอยู่ ก็คิดในใจ เอ๊ะ! แม่บ่นอะไร พอเข้าบ้านไปแม่บ่นยกใหญ่ว่าออกมายืนนอกรถทําไม บุ๋มเลยเถียงว่า เปล่าค่ะแม่ ตอนนั้นฝนตก ถ้าออกมายืนชุดนักศึกษาต้องเปียกแล้วสิ ทีนี้ทุกคนเงียบเลย เคยคุยกันในครอบครัวแล้วสันนิษฐานว่า บุ๋มอาจจะมีแฝดซึ่งเสียไปแล้ว เพราะตอนท้องคุณแม่เคยเลือดออก

และคนในตระกูลมีแฝดเยอะ เพราะเธอคนนั้นหน้าเหมือนบุ๋มเลย แต่เป็นคนดุ ไม่ค่อยยิ้ม มาย้อนคิดไปว่าเสียงผู้หญิงที่เรียกก่อนเกิดอุบัติเหตุครั้งนั้นน่าจะเป็นเสียงเตือนจากเธอเหมือนกัน หลังจากนั้นบุ๋มก็เห็นอะไรแบบนี้หนักขึ้นในลักษณะที่ต่างกันไป บางครั้งก็เป็นเงาดําบ้าง รูปร่างชัดเจนบ้าง บางคนยืนร้องไห้ บางทีขับรถอยู่ก็มีผู้ชายวิ่งออกจากบ้านหลังหนึ่งมาคว้าประตูรถเพื่อจะเข้ามา บางคนข้ามถนนโดนรถชนตาย ซึ่งผ่านไปแถวนั้นทีไรบุ๋มจะเห็นเขาข้ามถนนอย่างนั้นทุกครั้ง คือถ้าเห็นเงาวูบๆ จะรู้เลยว่าวันนี้วันโกน พรุ่งนี้วันพระ ครั้งหนึ่งบุ๋มเห็นผู้ชายเกาะหลังแฟนคลับ เลยเอามือไปปัดออก เขาก็มาเกาะเราแทน ตอนนั้นบุ๋มไม่รู้ว่าไม่ควรทําแบบนั้น เพราะทุกคนต่างมีเจ้ากรรม-นายเวรเป็นของตัวเอง เขาเลยทวงถามว่าขัดขวางทําไม สิ่งที่ช่วยได้คือทําบุญแล้วอุทิศให้วิญญาณดวงนั้น ขออโหสิกรรม ขอโอกาสให้น้องคนนั้นได้ทําสิ่งดีๆ นี่คือการสร้างทานบารมี และไม่เข้าไปยุ่งกับวิบากกรรมของใคร สิ่งที่บุ๋มเห็นเป็นเรื่องเหลือเชื่อ ซึ่งบุ๋มไม่รู้จะบอกกับใครดี ฉะนั้นคนใกล้ตัวเท่านั้นถึงรู้ เคยไปถ่ายละครต่างจังหวัด ต้องค้างโรงแรมแห่งหนึ่ง บุ๋มนอนคนละเตียงกับเลขาฯ กลางดึกก็เปิดไฟดวงเล็กๆ อ่านการ์ตูน จู่ๆ ก็เห็นผู้หญิงใส่ชุดขาว ผมดําหยิกยาว ยืนมองหน้า ถามว่า ‘มึงเห็นกูใช่มั้ย’ เราอธิษฐานจิตกลับไปว่า ‘ไม่เห็นๆ’ ทีนี้เสียงตะคอกกลับมาเลยว่า ‘มึงเห็นกูใช่มั้ย!!’ เท่านั้นแหละ สะกิดเลขาฯ

ชวนกันออกไปอยู่หน้าล็อบบี้โรงแรมจนเช้า จนพี่นีโน่ (เมทนี บุรณศิริ) มาเล่าให้ฟังว่า เคยมีรุ่นพี่นักแสดงมาพักที่นี่เมื่อหลายปีก่อน นอนๆ อยู่ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้ แล้วมีผู้หญิงชุดขาวผมหยิกดํายาวมานอนคว่ำหน้าอยู่ตรงหัวไหล่ คือเจอหนักกว่าบุ๋มอีก สืบไปสืบมาจนรู้ว่าเธอเป็นคุณครู โดนหลอกมาฆ่าข่มขืนแล้วเอาศพไว้ใต้เตียง ไม่ยอมไปเกิด คงเพราะมีความโกรธแค้นอยู่ บางครั้งบุ๋มโดนหนักถึงขั้นเขามาโดนตัว ซึ่งเรารู้สึกว่ามันเกินไปนะ มีอยู่ปีหนึ่งบุ๋มไปทําบุญครบรอบสึนามิ ใส่สูทคลุมเสื้อตัวใน วันนั้นฝนตกหนักมาก เสื้อเปียก ก็เลยถอดสูทออก ปรากฏว่ามีรอยนิ้วมือห้านิ้วที่ต้นแขน หรืออย่างตอนไปล่าท้าผีที่สุสานโสเภณีกับรายการคนอวดผี บุ๋มเห็นวิญญาณตรงกับที่อาจารย์เจนเห็น และเดินไปห้องที่ผู้หญิงถูกทรมาน เห็นโซ่ 2เส้นแล้วรู้สึกแสบๆ ที่หลังพิกล จากนั้นบุ๋มเห็นวิญญาณผู้หญิงยืนกระชากโซ่ เราร้องกรี๊ด เข่าอ่อน ทรุดลงไปกับพื้น จนแท็ค (ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม) ต้องมารับออกไป เชื่อมั้ยว่าพอเปิดเสื้อดูเห็นเป็นรอยแดงยาวที่กลางหลังเลย

 

ขอบคุณข้อมูล : HELEN 
เรียบเรียงโดย : เกรียนนิวส์